แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติส่วนตัว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติส่วนตัว แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

โรงเรียนตอนอยู่มอปลาย

โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย
โรงเรียนตอนอยู่ชั้นมัธยมตอนปลาย





โรงเรียนกำเนิดครั้งแรกที่วัดเสาธงทอง ต.ท่าหิน อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี มีท่านพระครูีลวลพบุรีคณาจารย์ (เนียม ภุมมสโร) เจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง ต่อมาเลื่อน สมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ที่ พระสังฆภารวาหมุนี ดำรงตำแหน่งผู้กำกับคณะสงฆ์ จังหวัดลพบุรี เป็นองค์ริเริ่มก่อตั้งมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2442 ใช้ตึดคชสาร หรือ โคโรซาน เป็นที่เรียน มีนักเรียนครั้งแรก 18 คน จ้างครูมาสอนโดยทุนของท่านเจ้าคุณ ต่อมามีนักเรียนมากขึ้นได้สร้างสถานที่ เรียนด้ารทิศเหนือตึกปิจู ในวัดเสาธงทอง เป็นที่เรียน มีนักเรียนประมาณ 150 คน (ตึกทั้งสองใช้เป็นที่พักและที่ทำงานของครู ปัจจุบัน กรมศิลปากร ได้บูรณะและขึ้นทะเบียนไว้แล้ว) โรงเรียนที่ตั้งขึ้นนี้ชื่อว่า "โรงเรียนประจำเมืองลพบุรี วัดเสาธงทอง"
เมื่อนักเรียนมากขึ้น ได้ย้ายมาสร้างที่เรียนใหม่ บริเวณบ้านหลวงรับราชทูต (บ้านวิชาเยนทร์) สร้างโดยทุนของเท่านเจ้าคุณพระสังฆภารวามุนี ร่วมกับเงินบริจาคของประชาชน และส่วนราชการธรรมการจังหวัดลพบุรี ย้ายนักเรียนมาเรียนที่ใหม่ เมื่อปี 2458 และใช้ชื่อว่า โรงเรียนประจำจังหวัดลพบุรี "วิชาเยนทร์" ชั้นมัธยมปีที่ 1 ถึง ชั้นมัธยมปีที่ 3 ได้ปรับปรุงกิจการลูกเสือขึ้น ลูกเสือราบ ลูกเสือม้า ลูกเสือพลาบาล พร้อมที่จะปฏิบัติงานช่วยเหลือทางราชการได้ทุกเวลา โดยทางกรมทหารปืนใหญ่ที่ 3 ส่งครูมาช่วยฝึก ในช่วงนี้มีนักเรียนหญิงมาร่วมเรียนด้วย แต่ไม่ถึง 10 คน เมื่อทางจังหวัดเปิดสตรีขึ้น ชื่อว่า โรงเรียนสตรีลพบุรี "ลวะศรี" นักเรียนหญิงก็ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนแห่งใหม่
ปี พ.ศ. 2471 ทางราชการยุบกรมทหารปืนใหญ่ที่ 3 (ซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณโรงเรียนปัจจุบัน) อาคารต่าง ๆ โอนให้กระทรวงธรรมการ โรงเรียนวิชาเยนทร์ จึงย้ายมาอยู่ที่ใหม่ชั่วคราว และทางราชการได้ให้หาสถานที่ ใหม่สร้างอาคารเรียนคือบริเวณด้านเหนือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดราชา) สร้างอาคารไม้ 2 ชั้น อาคารเรียนอีก 1 หลัง (อาคารทั้ง 2 ยังอยู่ในปัจจุบัน) ในปี 2473 ได้ย้ายนักเรียนไปเรียนที่ใหม่ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ เสนาบดีกระทรวงธรรมการได้เสด็จมาเปิดอาคารเรียน และขนานนามโรงเรียนใหม่ว่า "โรงเรียนประจำจังหวัดลพบุรี พระนารายณ์" ตั้งแต่ีปี 2471 ถึง 2480 การศึกษาได้เจริญขึ้นตามลำดับ เปิดการสอนถึงชั้นมัธยมปีที่ 6 มีนักเรียนประมาณ 300 คน ครุ 12 คน อาคารดังกล่าว ปัจุบัน เป็นที่ทำการ หน่วยศิลปากรที่ 1 ลพบุรี และบริเวณโรงเรียนก็คือ สวนราชานุสรณ์
เมื่อ พล.ต. หลวงพิบูลสงคราม(ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม) เป็นนายกรัฐมนตรี ได้บูรณะเมืองลพบุรี ให้เป็นเมืองทหารปรับปรุงผังเมืองใหม่ ตั้งแต่ทางรถไฟไปจนถึงเมืองใหม่ ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงการศึกษาไปด้วย เห็นว่าโรงเรียนเดิมที่คับแคบมาก จึงหาที่เรียนใหม่ เห็นว่าบริเวณกรมทหารปืนใหญ่ที่ 3 เดิม มีที่มากจึงสร้างอาคารเรียนใหม่คือตึก 1 ด้วยงบประมาณของการทรวงกลาโหม ปี 2481 ได้ย้ายนักเรียนมาสอนที่โรงเรียนใหม่ และเปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น "โรงเรียนประจำจังหวัดลพบุรี พิบูลวิทยาลัย" อันเป็นมงคลนามของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้สถาปนาโรงเรียนใหม่
ปี 2481 สร้างตึก 2 และโรงอาหาร เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงเรียนปิดชั่วคราวเนื่องจากทหารญี่ปุ่นเข้ามาพักในโรงเรียน และใช้ตึก 2 เป็นที่พักนักเรียนต้องอพยพย้ายไปเรียนตามโรงเรียนวัดต่าง ๆ เมื่อสงครามสงบก็กลับมาเรียนที่เดิม

กระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดแผนฝึกหัดครูขึ้น ชื่อว่า โรงเรียนฝึกหัดครูพิบูลวิทยาลัย เปิดสอนเมื่อ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2488 รับนักเรียนที่จบชั้น ม.6 มาเรียน 3 ปี ได้วุฒิ ป.ป. แผนกฝึกหัดครู เปิดสอนอยู่ถึงปี 2489 ก็ยุบนำนักเรียนไปเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ธนบุรี ปี 2497 สร้างตึก 3 หอประชุม เปิดการเรียนการสอน ถึงชั้นเตรียมอุดมศึกษา(มัธยมปีที่ 7) จัดเป็นสหศึกษา มีนักเรียนหญิงมาเรียนในชั้นมัธยมศึกษาเป็นรุ่นแรก สร้างบ้านพักครู ตึกแถว 10 ห้อง ปี 2498 เปิดรับนักเรียนหญิงที่จบชั้น ป.4 มาเรียนชั้น ม.1 เป็นรุ่นแรกปี 2502 จัดเป็นโรงเรียนประเคราะห์ ภาคการศึกษา6ปี 2510 ก่อสร้างอาคารเรียนอุตสาหกรรม จัดเป็นโรงเรียนมัธยมแบบประสม (ค.ม.ส.) รุ่นแรกของกรมสามัญศึกษา สร้างอาคารเรียนตึก 4 บ้านพักครู 10 หลัง บ้านพักภารโรง 6 หลัง
ปี 2512 สร้างอาคารเรียนคหกรรมบ้านพักครู 10 หลัง ปี 2519 โรงเรียนได้รับคัดเลือกเป็นโรงเรียนพระราชทานดีเด่นขนาดใหญ่ของกรมสามัญศึกษาปี 2520 สร้างอาคารเรียนตึก 5 เปิดสอนตามหลักสูตร มศ.1 และปี 2521 เปิดสอนตามหลักสูตร ม.1ปี 2526 สร้างอาคารเรียนอเนกประสงค์ (อาคารพลานามัย) ปี 2537 สร้างหอประชุมใหม่ (หอประชุมพิบูลสงคราม)ปี 2541 สร้างอาคารเรียนตึก 6 อาคาร 4 ชั้นใต้ถุนโล่ง 24 ห้องเรียน





ในปี 2522 พิบูลวิทยาลัย มีนักเรียนมากประมาณ 5,400 คน ครูประมาณ 320 คน โรงเรียนจึงได้ไปสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ โดยแยก ม.1 ไปในปี 2523 โดย ใช้ชื่อว่า โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย 2 ต่อมากรมสามัญศึกษาได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนพระนารายณ์ ตามชื่อเดิมของโรงเรียนประจำจังหวัดลพบุรี พระนารายณ์ โรงเรียนตั้งอยู่ที่ ต.ท่าศาลา อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี เปิดสอนระดับชั้น ม.1 ม.2 และ ม.3
ปัจจุบัน โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย เปิดสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายคือชั้น ม.4 ม.5 และ ม.6 เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายแห่งแรกและแห่งเดียวของกรมสามัญศึกษาในภูมิภาค มีห้องรวม 78 ห้อง นักเรียนประมาณ 3,000 คน ครูอาจารย์ 163 คน มีอาคารเรียนรวม 6 หลัง อาคารชั่วคราว อาคารประกอบอีกมากมาย ประวัติและผลงาน ของโรงเรียนดีเด่นตลอดมาทั้งการเรียนในสายสามัญ วิชาชีพ ศิลปะ ดนตรี กีฬา และกิจกรรมต่าง ๆ ศิษย์เก่าของโรงเรียน ตั้งแต่รุ่นวัดเสาธงทองวิชาเยนทร์ - พระนารายณ์ จนมาถึงพิบูลวิทยาลัย ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ทางโรงเรียน ได้ประกอบอาชีพทางการงาน ทั้งส่วนราชการ ส่วนตัว สร้างประโยชน์แก่สังคมส่วนรวมเป็นจำนวนมาก นับแต่อดีต มาจนถึงปัจุบันนี้







วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

อาหารจานโปรดของผมครับ หลนปูเค็ม






อาหารจานโปรดครับผม หลนปูเค็ม
วิธีทำ
ส่วนผสมปูเค็ม 5 ตัวหัวกะทิ 1 ถ้วยตวงหางกะทิ 3 ถ้วยตวงหมูสับ 200 กรัมหัวหอมแดง 5-6 หัวใบมะกรูดฉีก 3 ใบพริกชี้ฟ้า 2-3 เม็ดใหญ่น้ำตาลปีบน้ำมะขามเปียกหรือน้ำมะนาว แนะนำให้ใช้น้ำมะนาวค่ะเพราะสีของหลนจะน่ากินกว่า หรือถ้าหามะดันได้ใช้มะดันค่ะ แต่วันนี้จุ๋มใช้ยอดมะขามอ่อนเกลือป่น
ปูเค็มซื้อมาจากตลาด ขีดละ 15 บาท 5 ตัวหนักราว 3 ขีดกว่า ๆ 48 บาทค่ะ
จานนี้หัวหอมแดง ใบมะกรูด พริกชี้ฟ้า พอดีจุ๋มมีในตู้เย็นสีแดงค่ะ แนะนำให้ใช้สีเหลืองและสีเขียวด้วย เพราะสีจะได้ตัดกันกับปูค่ะ ของจุ๋มออกแดงอย่างเดียวเลยในรูปมีมะขามเปียกด้วย จุ๋มหยิบมาเผื่อเท่านั้น จริง ๆ ไม่ได้ใช้ค่ะ
ใครไม่รู้จักใบมะขามอ่อน หน้าตาแบบนี้นะคะ นิยมใช้นำมาใส่แกงส้ม ต้มแซ่บ ตลาดบางกะปิขีดละ 8-10 บาทค่ะ จุ๋มซื้อมา 1 ขีด แต่จริง ๆ ใช้ไม่หมดหรอก ใช้ไปประมาณ 1/2 ขีด
ปูเค็มซื้อมาเอาใส่ตะแกรง เอาน้ำราดผ่าน ๆ 1 ทีนะคะ เค้าใส่ถาด ๆ ไว้บางทีแมลงวันตอมก็มี แล้วก็ปล่อยให้มันสะเด็ดน้ำหน่อย แกะกระดองแยกออกจากตัว แกะเอานมทิ้งไป แกะขี้มันออก หักปลายขาท่อนสุดท้ายออกด้วยค่ะ
หักปลายขาทิ้งไปแบบนี้นะคะ ซื้อกินตามร้านบางร้านเขาก็ไม่หักหรอก ทำกินเองหักเถอะคะ
กระดองจุ๋มแยกเอาไว้ซีกนึง
ตัวปูจุ๋มหักตามแนวตั้งเป็น 2 ส่วนนะคะ บางคนอาจจะไม่หักก็ได้ แต่มันกินลำบาก
หัวหอมแดง ปอก ล้าง แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ครับ
พริกชี้ฟ้าล้าง หั่นเป็นท่อนขนาด 1/2 นิ้ว
ใบมะกรูดล้าง ฉีก ๆ เส้นกลางใบเอาทิ้งไปครับ
จุ๋มมีหมูสับอยู่ 2 ขีด ก็ว่ามันเยอะอยู่เหมือนกันสำหรับปูแค่นี้ เลยเอาหมูสับยัดใส่กระดองมันค่ะ แต่จริง ๆ ไม่ต้องยัดดีกว่า น้ำหลนจะได้ข้นกว่านี้หน่อย อิอิ หรือไม่ก็เพิ่มหมูสับไปอีก 50 กรัมนะครับ ถ้าจะยัดหมูสับใส่กระดองปู
หางกะทิใส่หม้อครับ จุ๋มใช้กะทิถุง 1 ถ้วย ใส่น้ำเปล่า 2 ถ้วยนะครับ
เอาไปตั้งไฟกลาง ๆ ให้เดือดครับ
กะทิเดือดแล้ว แบ่งมาใส่ในชามหมูสับหน่อยนึงค่ะ ให้พอท่วมหมูสับ
แล้วก็ใช้ช้อนหรือทัพพียี ๆ ให้หมูสับกระจาย อย่าให้เป็นก้อนครับ
แล้วก็เอาหมูสับเทใส่หม้อกะทิที่เราตั้งไฟไว้
เอากระดองปูที่ยัดไส้หมูสับไว้ใส่ตามลงไปครับ
จากนั้นลดไฟลงอ่อนเคี่ยวต่อไป ให้น้ำกะทิเหลือสัก 1/2 นึงของเมื่อกี้ครับ
เคี่ยวจนน้ำงวดแบบนี้ครับ
คราวนี้ใส่หัวกะทิอีกถ้วยลงไปครับ
ตั้งไฟต่อนั่นล่ะ เพิ่มเป็นไฟกลางนะครับ
พอน้ำกะทิเดือดใส่ปูเค็มที่ฉีกไว้ลงไป
ไม่ต้องไปคนมันครับ ปล่อยให้มันเดือดจนปูสุกเป็นสีส้ม
แล้วก็ปรุงรสด้วยน้ำตาลปีบ เกลือป่น ถ้าใช้มะดันใส่ตอนนี้เลยครับ ถ้าใช้มะนาวบีบตอนหลังครับ ชิมก่อนค่อยปรุงรสนะครับเพราะปูบางจ้าวเค็มมาก เดี๋ยวเค็มปี๋จุ๋มไม่รับผิดชอบนะครับ
ก็ชิม ๆ ดูตามชอบครับ อาหารพวกหลนจะออกรส เค็ม หวาน เปรี้ยว พอเดือดอีกทีก็ใส่หัวหอมซอยลงไปครับ
ตามด้วยพริกชี้ฟ้า
ใบมะกรูดฉีก ถ้าชอบผักสุกมากก็ทิ้งเวลาไว้นานหน่อยนะครับ
ของจุ๋มใส่ใบมะขามอ่อนเลยใส่ตอนนี้ครับ
คน ๆ ให้เข้ากัน ปิดเตาได้แล้วครับ
ตักใส่ชามโลดครับ จุ๋มกินคนเดียวเลยชามนี้
ผัก ผัก ผัก ในตู้เย็นมีอยู่แค่นี้
ก้ามใหญ่ ๆ เอาไปเลยครับ
กินอร่อยเชียร์บอลสนุกและรักในหลวงทุกท่านครับ

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552

มาแนะนำตัวนะครับ

ผมมีนามว่า นายวีระศักดิ์ สว่างโลก ชื่อเล่น มะตูม อายุ 19 ปี
บ้านเลขที่ 220 หมู่ 1 ตำบลท่าดินดำ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี 15130
เป็นลูกคนแลกครับ มีพี่น้อง 2 คน น้องชายครับ

บิดาชื่อ นายประมวล สว่างโลก
มารดาชื่อ นางพานทอง สว่างโลก


การศึกษา
ประถมศึกษา โรงเรียนบ้านท่าดินดำ
มัธยมตอนต้น โรงเรียนบ้านท่าดินดำ
มัธยมปลาย โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย
ปัจจจุบันกำลังศึกษาอยู่ระดับอุดมศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ความสุขของผมในชีวิต คือการได้เห็นรอยยิ้มของพ่อแม่และน้องที่มีความสุขเมื่อยู่ร่วมกันในบ้าน

ความฝัน อยากสร้างบ้านให้แม่กับพ่อ

สิ่งที่ทำให้พ่อแม่ภูมิใจที่สุดคือ การได้เรียนในมหาวิทยาลัย


เป็นคนที่ เอาแต่ใจไม่ฟังใคร

อาหารจานโปรด ส้มตำ

กีฬาที่ชอบ ว่ายน้ำ

อาชีพที่ฝันและจะไปให้ถึง ผู้ว่าการธนาคาร

คติประจำใจ ความดีชนะทุกสิ่ง